ธรรมชาติของภาษา
ภาษา คือ ถ้อยคำ + เสียงที่เป็นคำพูด + สำนวน
ที่พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน
แยกเป็น ๑. วัจนภาษา
ภาษาจากเสียงพูด หรือ เขียนเป็นตัวอักษรในการสื่อความหมาย
๒. อวัจนภาษา ภาษาจากกิริยาทางร่างกาย หรือเชิงสัญลักษณ์
โดยไม่ต้องพูดหรือเขียนเพื่อสื่อ
ความหมายธรรมชาติของภาษา
๑.ภาษาต้องประกอบด้วยเสียง
+ ความหมาย เพื่อสื่อความ สื่อสารกัน โดยมีจำนวนเสียงจำกัด และภาษาพูดจะทำให้ทราบลักษณะที่แท้จริงของภาษามากที่สุดเพราะบางกลุ่มคน
ยังไม่มีภาษาเขียน ส่วนใหญ่จะสื่อสารกันด้วยภาษาพูด
๒.หน่วยย่อยในภาษาประกอบกันเป็นหน่วยใหญ่
ๆ ได้ คือ
เสียง >
พยางค์ > คำ >
วลี > ประโยค
๓.ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
เช่น มีคำเกิดใหม่ คงอยู่ และตายไป
ภาษาตาย เช่น
ภาษาสันสกฤต หรือภาษาละติน
๔.ภาษาต่าง ๆ
มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เช่น ชนิดของคำคล้ายกัน การใช้ประโยคในสถานการณ์ต่าง ๆ
คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีสิ่งที่ต่างกันเช่น บางภาษาไม่มีเสียงวรรณยุกต์ เป็นต้น
๕.ภาษามีระบบ
เพราะภาษามีโครงสร้าง จึงมีความเป็นแบบแผนอยู่
ความสำคัญของภาษา
๑.
ภาษาช่วยธำรงสังคม
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมหนึ่ง
ๆ นั้นจะมีความสุขได้ต้องรู้จักใช้ภาษาแสดงไมตรีจิตความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน
แสดงกฎเกณฑ์ทางสังคมที่จะปฏิบัติร่วมกัน
การประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะของตนในสังคมนั้น ๆ ทำให้สามารถธำรงสังคมนั้นอยู่ได้
ไม่ปั่นป่วนและวุ่นวายถึงกับสลายตัวไปในที่สุด
๒.
ภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล
คือ
แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลให้เห็นว่าบุคคลมีอุปนิสัย
รสนิยมสติปัญญาความคิดและความอ่านแตกต่างกันไป
๓.
ภาษาช่วยพัฒนามนุษย์
มนุษย์ใช้ภาษาในการถ่ายทอดความรู้
ความคิด และประสบการณ์ให้แก่กันและกัน ทำให้มนุษย์มีความรู้กว้างขวางมากขึ้นและเป็นรากฐานในการคิดใหม่
ๆ เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และสังคมมนุษย์พัฒนาเจริญขึ้นตามลำดับ
๔.
ภาษาช่วยกำหนดอนาคต
การใช้ภาษาในการกำหนดอนาคต เช่น
การวางแผน การทำสัญญา การพิพากษา
การพยากรณ์ การกำหนดการต่าง ๆ
๕. ภาษาช่วยจรรโลงใจ
ทำให้เกิดความชื่นบาน
มนุษย์พอใจที่อยากจะได้ยินเสียงไพเราะ
จึงได้มีการนำภาษาไปเรียบเรียงเป็นคำประพันธ์ที่มีสัมผัสอันไพเราะก่อให้เกิดความชื่นบานในจิตใจ
และสามารถเล่นความหมายของคำในภาษาควบคู่ไปกับการเล่นเสียงสัมผัสได้
จึงทำให้เกิดคำคม คำผวน สำนวน ภาษิตและการแปลงคำขวัญ เพื่อให้เกิดสำนวนที่น่าฟัง
ไพเราะและสนุกสนานไปกับภาษาด้วย
